กำไรที่ไม่ใช่มูลค่าทางการเงิน จากการลงทุนเพื่อการปรับตัว
  • 15 มิถุนายน 2569
  • 189 ครั้ง

กำไรที่ไม่ใช่มูลค่าทางการเงิน
จากการลงทุนเพื่อการปรับตัว 
.
ในยุคที่โลกเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง การลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงไม่ใช่เพียง “ทางเลือก” แต่กลายเป็น “ความจำเป็น” ที่ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนทั่วโลกต้องเร่งดำเนินการ ทว่าโจทย์สำคัญที่มักเกิดขึ้นเสมอคือ จะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าการลงทุนเหล่านี้ “คุ้มค่า” เพราะผลตอบแทนของโครงการด้านสิ่งแวดล้อมหรือการพัฒนาชุมชนไม่ได้สะท้อนออกมาในรูปกำไรทางบัญชีเหมือนการลงทุนเชิงธุรกิจทั่วไป แต่กลับสร้างคุณค่ามหาศาลต่อผู้คนและสังคม เช่น คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สุขภาพที่แข็งแรง ความมั่นคงทางอาหาร หรือระบบนิเวศที่สามารถปกป้องชุมชนจากภัยพิบัติได้ สิ่งเหล่านี้เรียกว่า “ความคุ้มค่าทางสังคม” (Social Value) ซึ่งเป็นแนวคิดที่พยายามประเมินมูลค่าของผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เดิมมักถูกมองข้ามในระบบเศรษฐกิจ
.
 แนวคิดดังกล่าวทำให้การประเมินผลโครงการเปลี่ยนจากการวัดเพียง “ผลผลิต” เช่น จำนวนต้นไม้ที่ปลูก หรือจำนวนคนที่เข้าร่วมกิจกรรม ไปสู่การวัด “ผลลัพธ์สุทธิ” ที่เกิดขึ้นจริงกับชีวิตของผู้คน หนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลคือ การวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน หรือ Social Return on Investment (SROI) ซึ่งช่วยแปลงผลกระทบทางสังคมให้กลายเป็นตัวเลขที่เข้าใจง่ายและสามารถเปรียบเทียบกับเงินลงทุนได้
.
กระบวนการประเมิน SROI เริ่มต้นจากการระบุผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ตั้งแต่ชาวบ้านในพื้นที่ เกษตรกร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปจนถึงหน่วยงานรัฐ จากนั้นจึงจัดทำ “แผนที่ผลลัพธ์” เพื่อวิเคราะห์ว่าโครงการสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นบ้าง เช่น รายได้ที่เพิ่มขึ้น เวลาที่ประหยัดได้ หรือสุขภาพที่ดีขึ้น ขั้นตอนสำคัญคือการใช้ “ตัวแทนทางการเงิน” (Financial Proxies) เพื่อแปลงคุณค่าที่จับต้องไม่ได้ให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่น การคำนวณมูลค่าของเวลาที่เกษตรกรไม่ต้องเสียไปกับการฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำท่วม หรือค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่ลดลงเมื่อชุมชนมีคุณภาพอากาศและน้ำที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การประเมินไม่ได้สิ้นสุดเพียงการรวมผลประโยชน์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน แต่ยังต้องหักลบปัจจัยรบกวนต่าง ๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สะท้อนความจริงมากที่สุด เช่น ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นอยู่แล้วแม้ไม่มีโครงการ หรือผลกระทบจากปัจจัยภายนอกอื่น กระบวนการนี้ช่วยให้ค่า SROI มีความน่าเชื่อถือและสามารถใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายได้จริง
.
เมื่อคำนวณแล้ว ค่า SROI จะแสดงออกมาในรูปอัตราส่วน เช่น 1:3 หมายถึง ทุกการลงทุน 1 บาท สามารถสร้างคุณค่าทางสังคมกลับคืนได้ 3 บาท ยิ่งตัวเลขสูงเท่าใด ก็ยิ่งสะท้อนว่าโครงการนั้นสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้มากเท่านั้น
.
ตัวอย่างที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ คือ โครงการฟื้นฟูป่าชายเลนเพื่อป้องกันชายฝั่งในประเทศเวียดนาม ระหว่างปี ค.ศ. 1994–2010 ดำเนินการโดยสภากาชาดสากล โครงการดังกล่าวใช้ธรรมชาติเป็นเกราะป้องกันภัยพิบัติจากพายุและคลื่นซัดฝั่ง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดความเสียหายต่อคันดินหรือทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง ทำให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการประมงพื้นบ้าน และลดต้นทุนการซ่อมแซมโครงสร้างป้องกันชายฝั่งในระยะยาว งานศึกษาหลายชิ้นพบว่า การลงทุนเพียง 1 บาท สามารถสร้างผลตอบแทนทางสังคมได้ถึง 7 บาท และในช่วงที่เกิดพายุรุนแรง ผลตอบแทนอาจสูงถึง 50 เท่า
.
สำหรับประเทศไทย แนวทางลักษณะเดียวกันเริ่มเห็นผลชัดเจนมากขึ้นในโครงการเกษตรกรรมฟื้นฟูบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำภาคเหนือ ซึ่งเปลี่ยนระบบการผลิตจากเกษตรเชิงเดี่ยวที่พึ่งพาสารเคมีสูง ไปสู่ระบบวนเกษตรที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือดินสามารถกักเก็บน้ำได้ดีขึ้น ลดความรุนแรงของภัยแล้งและน้ำหลาก ช่วยลดภาระงบประมาณภาครัฐในการเยียวยาภัยพิบัติ ขณะเดียวกันเกษตรกรยังมีสุขภาพดีขึ้นจากการลดการใช้สารเคมีอันตรายการประเมินในหลายชุมชนพบว่า ค่า SROI ของโครงการลักษณะนี้มักอยู่ที่ประมาณ 1:4 ถึง 1:6 หรือกล่าวได้ว่า ทุกการลงทุน 1 บาท สามารถสร้างผลประโยชน์คืนกลับสู่สังคมได้ 4–6 บาท โดยกำไรสำคัญไม่ได้อยู่เพียงรายได้ทางเศรษฐกิจ แต่รวมถึงคุณภาพชีวิต ความมั่นคงทางอาหาร และความเข้มแข็งของชุมชนที่เพิ่มขึ้นด้วย
.
ท้ายที่สุดแล้ว การประเมิน “กำไรที่ไม่ใช่ตัวเงิน” ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างตัวเลขสวยงามในรายงานเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุน และชุมชน มองเห็นว่าทรัพยากรที่ลงทุนไปนั้นสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชีวิตผู้คนได้มากเพียงใด การวัดคุณค่าทางสังคมจึงเป็นเสมือนเข็มทิศที่ช่วยชี้ว่าโครงการใดควรได้รับการสนับสนุนต่อยอด และโครงการใดควรได้รับการปรับปรุง 
.
ดังนั้น ในโลกที่ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี การลงทุนในพื้นที่เพื่อการปรับตัวจึงไม่ใช่เพียงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานหรือซื้ออุปกรณ์ป้องกันภัย แต่คือการลงทุนใน “ความสามารถในการฟื้นตัว” ของมนุษย์และธรรมชาติ เพราะเมื่อมนุษย์คืนสมดุลให้ระบบนิเวศ ธรรมชาติก็มักตอบแทนกลับมาด้วยความปลอดภัย ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในสัดส่วนที่มากกว่าเม็ดเงินที่ลงทุนเสมอ
.
แหล่งอ้างอิง
1. คณะกรรมาธิการระดับโลกว่าด้วยการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Global Commission on Adaptation)
2.โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (United Nations Development Programme Thailand)
3.ศูนย์ความรู้ด้านการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (Disaster Risk Management Knowledge Centre) สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

ที่มา : กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม