EUDR ตัวช่วยลดวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
.
ป่าไม้เป็นระบบนิเวศธรรมชาติที่มีบทบาทสำคัญในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านกระบวนการดูดซับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นับเป็นกลไกธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพในการดักจับคาร์บอนในระยะยาว เป็น “แหล่งดูดซับคาร์บอน” ได้อย่างต่อเนื่องตราบใดที่ยังคงสภาพสมบูรณ์
.
จากรายงาน The state of the world's forests 2022 ของ FAO ระบุว่า ป่าไม้ทั่วโลกกักเก็บคาร์บอนได้ประมาณ 662 พันล้านตัน ซึ่งคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณคาร์บอนทั้งหมดที่สะสมอยู่ในดินและพืชพรรณทั่วโลก ดังนั้น การสูญเสียป่าไม้ ไม่เพียงลดความสามารถในการดูดซับคาร์บอนเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดการปล่อยคาร์บอนที่เคยสะสมไว้กลับคืนสู่บรรยากาศ โดยเฉพาะเมื่อมีการเผาทำลายป่าเพื่อขยายพื้นที่เกษตรกรรม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก
.
ทั่วโลกได้ตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นเหล่านี้ โดยเฉพาะสหภาพยุโรป ได้มีความพยายามเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ด้วยการสร้างความสมดุลระหว่างเป้าหมายด้านการค้าและความยั่งยืน จึงได้ออกกฏ EUDR ขึ้นในปี 2023 เพื่อควบคุมสินค้าที่เป็นสาเหตุให้เกิดการทำลายป่า ซึ่งข้อมูลจากวารสาร Green European Journal ระบุว่า EUDR ได้มุ่งเป้าไปที่สินค้าโภคภัณฑ์หลักซึ่งเป็นสาเหตุของการตัดไม้ทำลายป่า เช่น โกโก้ เนื้อวัว และไม้ รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปอย่างช็อกโกแลตและเฟอร์นิเจอร์ โดยกำหนดให้สินค้าดังกล่าวต้องมาจากแหล่งผลิตที่ยั่งยืน เพื่อช่วยลดบทบาทของอียูในการตัดไม้ทำลายป่าทั่วโลก ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
.
อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ ได้เผชิญกับแรงต้านจากประเทศผู้ผลิตและการเมืองภายในอียูเอง จนนำไปสู่การเลื่อนการบังคับใช้ ไปจนถึงสิ้นปี 2025 แม้ว่าการเลื่อนนี้จะให้เวลาธุรกิจในการปรับตัวมากขึ้น แต่องค์กรสิ่งแวดล้อมเตือนว่า อาจทำให้เกิดการสูญเสียพื้นที่ป่าอีกถึง 2,300 ตารางกิโลเมตร ซึ่งอาจปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่ากับรถยนต์ 18 ล้านคันต่อปี และทำลายความน่าเชื่อถือของอียูในฐานะผู้นำด้านภูมิอากาศ
.
นอกจากนี้ ยังระบุว่า สินค้าที่ถูกระบุใน EUDR มีส่วนทำให้เกิดการสูญเสียพื้นที่ป่าร้อยละ 26 ในช่วงปี 2001–2015 ซึ่งคิดเป็นพื้นที่มากกว่าสองเท่าของประเทศเยอรมนี โดยเฉพาะป่าฝนเขตร้อนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ทั้งนี้ การตัดไม้ทำลายป่าถือเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว ร้อยละ 12–20 ของการปล่อยทั่วโลก ซึ่งซ้ำเติมวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และยังส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลก เพราะป่าช่วยควบคุมอุณหภูมิและฝน การทำลายป่าจะทำให้อุณหภูมิสูงและเกิดภัยแล้งหรืออุทกภัยบ่อยครั้งขึ้น
.
EUDR จึงกำหนดให้บริษัทต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเข้มงวด เช่น ต้องเก็บข้อมูลผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด รวมถึงพิกัดที่ตั้งของแหล่งผลิต และหลักฐานว่าสินค้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำลายป่า และปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศผู้ผลิต โดยต้องยื่นเอกสารการตรวจสอบสถานะต่อเจ้าหน้าที่ก่อนวางขายในตลาดอียู
.
ป่าไม้เป็นทางเลือกในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต้นทุนต่ำ และยังช่วยทำให้เกิดความมั่นคงทางอาหาร การเสริมสร้างสิ่งแวดล้อม สังคม และชีวิตที่ดีของมนุษย์ EUDR จึงไม่ได้เป็นเพียงระเบียบด้านการค้าแต่เป็นกฎหมายที่ช่วยต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยการลดการตัดไม้ทำลายป่าจากอุปทานทางการค้า ผ่านการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานอย่างเข้มข้น ทำให้เกิดการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน อันจะเป็นการสร้างสมดุลในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมและการต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม
.
อ้างอิง :
(1) European Union, 2023.
https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/...
(2) FAO, 2022 The state of the world's forests 2022
https://openknowledge.fao.org/.../executive-summary.html
(3) Green European Journal, 2024 EU Deforestation Regulation: Balancing Climate Action and Global Trade Challenges
https://www.greeneuropeanjournal.eu/eu-deforestation.../
สื่อประชาสัมพันธ์ : กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม