นอกจากการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกการตลาดเพื่อช่วยลดโลกร้อนแล้ว ยังมีอีกหนึ่งกลไกที่สำคัญ นั้นคือ “ภาษีคาร์บอน” ที่ช่วยลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานทดแทน รวมถึงเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานทดแทนในโรงอุตสาหกรรม และโรงไฟฟ้าต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี
.
ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เป็นภาษีหรือค่าธรรมเนียมอันเกี่ยวข้องกับมลพิษที่ทางรัฐบาลเรียกเก็บจากกระบวนการผลิต จำหน่าย หรือการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ทุกกิจกรรมที่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศของภาคอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า และยานยนต์ต่าง ๆ
.
หลักการของภาษีคาร์บอน คือ ผู้ที่ปล่อยคาร์บอนและก่อให้เกิดผลกระทบต่อภายนอก (Negative Externality) ต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นในรูปแบบของ “ภาษีคาร์บอน” โดยผลกระทบอาจเกิดขึ้นกับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจนั้น ๆ อาทิ ผลกระทบต่อชุนชนจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้ชุมชนได้รับผลกระทบทั้งด้านสุขภาพ ด้านความเสื่อมและลดลงของทรัพยากร และด้านความเสื่อมของอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สิน ซึ่งค่าใช้จ่ายจากผลกระทบเหล่านี้ผู้ปล่อยคาร์บอนจะต้องมีส่วนรับผิดชอบ
.
สำหรับในต่างประเทศได้มีการนำภาษีคาร์บอนมาบังคับใช้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะทวีปยุโรป ซึ่งแต่ละประเทศจะมีอัตราภาษีคาร์บอนที่แตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่จะเชื่อมโยงกับอัตราการซื้อขายคาร์บอนเครดิตของแต่ละประเทศ โดยมีอัตราภาษีตั้งแต่ 0.08 – 137 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน CO2 เทียบเท่า โดยมีทั้งการจัดเก็บภาษีทางตรงจากการผลิตและจัดเก็บภาษีจากการบริโภค
.
ส่วนของประเทศไทยได้มีการปรับภาษีรถยนต์ โดยนำอัตราการปล่อยก๊าซดังกล่าวมาคำนวณภาษีครั้งแรกเมื่อปี 2559 หากรถยนต์มีการปล่อยก๊าซดังกล่าวมากก็จะจัดเก็บภาษีสูงขึ้น ต่อมาในปี 2563 ได้ปรับภาษีรถจักรยานยนต์มาเป็นจัดเก็บตามปริมาณการปล่อยก๊าซดังกล่าว และในปี 2565 ได้เริ่มศึกษาการนำภาษีคาร์บอนมาใช้จัดเก็บภาษีทางอ้อมจากสินค้า และภาษีทางตรงจากกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม
.
การปรับใช้ภาษีคาร์บอนจะมีส่วนทำให้อุตสาหกรรมที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมีภาระต้นทุนสูงมากขึ้น เป็นผลให้ผู้ประกอบการโรงงานและโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลต้องปรับปรุงพัฒนาเครื่องจักร เครื่องยนต์ และกระบวนการผลิต ให้มีประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงานมากขึ้น และเพิ่มอัตราส่วนในการใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น เพื่อลดภาระต้นทุนในการดำเนินกิจการ
.
นอกจากนี้ ยังช่วยให้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพลังงานทดแทนให้สามารถแข่งขันกับเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ โดยทำให้นักลงทุนด้านพลังงานเกิดแรงจูงใจในการพัฒนาพลังงานทดแทนมากขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตพลังงานทดแทนลดลง จนในอนาคตพลังงานทดแทนอาจกลายเป็นพลังงานหลักแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลได้
.
ถึงแม้ภาษีคาร์บอนอาจทำให้สินค้าและบริการที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมีราคาสูงขึ้น แต่หากมองในมุมของผลกระทบที่ขึ้นเกิดจากการใช้เชื้อเพลิงนี้ ผู้บริโภคที่สนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลควรมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายนี้ในรูปแบบ “ภาษีคาร์บอนจากการบริโภค” ซึ่งตามกลไกการตลาดจะทำให้ผู้บริโภคหันมาสนับสนุนสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วย
.
ที่มา : https://erdi.cmu.ac.th/?p=3113
https://www.thansettakij.com/technology/technology/545758